© 2019 Dudesweet Co., LTD.

[underconstruction]

  • Dudesweet

ลิโด-สกาล่า-อนาคตของโรงหนังในโลกที่สาม

โดย: จักรพันธุ์ ขวัญมงคล


หลังจากยื้อยุดฉุดรั้งและวิพากษ์วิจารณ์กันในหมู่นักดูหนังมานาน ในที่สุดก็มีความชัดเจนแล้วว่าโรงภาพยนตร์ในเครือเอเพกซ์อันได้แก่โรงภาพยนตร์ลิโดและสกาล่าจะยุติกิจการในเดือนพฤษภาคมปีนี้เนื่องจากหมดสัญญา เข้าใจว่าหลังเสร็จสิ้นเทศกาลภาพยนตร์เงียบซึ่งจัดขึ้นที่สกาล่าเป็นประจำทุกปี (ซึ่งที่จริงก็จัดมาได้ราวๆ สอง–สามปีเท่านั้น) ลิโดและสกาล่าก็จะปิดกิจการอย่างเป็นทางการและคืนพื้นที่ให้กับจุฬาฯ ผู้เป็นเจ้าของสถานที่หลังจากให้เครือเอเพกซ์เช่ามากว่า 50 ปี ปิดตำนานโรงภาพยนตร์สแตนด์อะโลนในความทรงจำของคนหนุ่ม–สาวร่วมสมัยหลายต่อหลายรุ่นอย่างน่าเสียดาย


พอมีการประกาศออกมาแบบนี้ ไอ้ข้อถกเถียงอันกลายเป็นเรื่องดราม่ากินเวลายาวนานบนข้อมูลหลากชุดหลายความจริงระหว่างผู้ให้เช่า (จุฬาฯ) กับผู้เช่า (เครือเอเพกซ์) ก็เป็นอันตกไป คงไม่ต้องเถียงกันต่อ เพราะมันไม่มีให้เถียงกันอีกแล้ว ก่อนวันที่ผมเขียนบทความชิ้นนี้แค่ไม่กี่วัน ทางจุฬาฯ ก็เพิ่งออกมาให้ความชัดเจนว่าไม่มีแผนที่จะทุบสกาล่า (ในที่นี้หมายถึงตัวอาคาร) แต่คงต้องคุยกันกับสมาคมสถาปนิกสยามว่าจะทำอย่างไรกันต่อไปดี

โดยส่วนตัวผมคิดว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่ช้าเกินไปของจุฬาฯ เพราะช่วงเวลานับตั้งแต่เครือเอเพกซ์ประกาศว่าคราวนี้ต้องเลิกแน่ๆ จนถึงวันที่จุฬาฯ ออกมายืนยันว่าไม่ทุบ แม้จะกินเวลาไม่กี่วันก็ตามแต่คุณก็รู้ว่าเวลาในโซเชียลมีเดียมันหมุนเร็วแถมยังยาวนาน ดังนั้นกว่าจะมีความชัดเจน สังคมก็วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานาเสียแล้ว บ้างก็ถามหาถึงความจริงใจของจุฬาฯ ว่ามองสกาล่าในฐานะใดกันแน่ระหว่างอาคารทรงคุณค่า ที่เคยได้รางวัลอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่นในปี 2555 จากสมาคมสถาปนิกในพระบรมราชูปถัมภ์ สมควรที่จะต้องรักษาเอาไว้หรือแค่สิ่งก่อสร้างหนึ่งซึ่งตกค้างมาจากยุคสมัยก่อนหน้าและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในแง่การบริหารจัดการพื้นที่สู้ทุบแล้วก่อสร้างอย่างอื่นดีกว่า บ้างก็สะท้อนความอาลัยอาวรณ์ว่าต่อแต่นี้คงไม่มีอีกแล้วโรงภาพยนตร์ที่หลายคนผูกพัน ทั้งเป็นที่พึ่งสุดท้ายของผู้ที่ต้องการทางเลือกในการชมภาพยนตร์บนสนนราคาที่ไม่แพงจนเกินไป และไม่ว่าจะสะท้อนออกมาแบบไหนก็ตาม ผมก็ยังคิดว่าจุฬาฯ ขยับหมากช้าเกินไปอยู่ดีในเรื่องนี้ ท่าทีของจุฬาฯ แลดูเหมือนคนที่กำลังลังเลว่าควรจะมีแอคชั่นต่อเรื่องนี้อย่างไรดี โดยที่ไม่ทันฉุกคิดว่าในความลังเลนั้นมันก็เป็นคำตอบในตัวมันเองได้ในระดับหนึ่งแล้ว

นี่ยังไม่รวมถึงความเห็นของอาจารย์และผู้บริหารของจุฬาฯ ท่านหนึ่งซึ่งเคยให้สัมภาษณ์เอาไว้กับเว็บข่าวไทยรัฐเมื่อกลางปีที่แล้ว (ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีความชัดเจนเรื่องทุบ–ไม่ทุบ) ในทำนองที่ชวนให้เราตั้งคำถามว่าอาคารอย่างสกาล่านั้นมีความสำคัญต่อผู้คนเท่าวัดวาอารามขนาดนั้นหรือเปล่าหรือแค่มีความสำคัญกับคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ซึ่งตอนนั้นฟังแล้วก็เจ็บแปลบดีเหมือนกันที่ดันไปคิดเองเออเองว่าอาคารอย่างสกาล่านั้นมีความสำคัญสมควรแก่การเก็บรักษาไว้ คนอื่นๆ ก็น่าจะต้องคิดแบบเดียวกับเรา พอรู้ว่าอาจมีคนที่คิดต่างไปแล้วก็รู้สึกสมน้ำหน้าตัวเอง แต่ช่างเถอะ เอาเป็นว่าสิ่งนั้นไม่เกิดขึ้นในวันนี้ และอาคารสกาล่าที่ออกแบบและก่อสร้างในสไตล์อาร์ตเดโคมีความสวยงามผ่านยุคผ่านสมัยก็ยังจะคงอยู่ (อย่างน้อยก็คงหลังจากนี้ไปอีกสักพักใหญ่ จนกว่าจะมีความเคลื่อนไหวอะไรอีก)


แต่สิ่งที่น่าสงสัยชวนให้ตั้งคำถามต่อก็คือ พร้อมๆ กับการยุติกิจการของโรงหนังเครือเอเพกซ์ การดูหนังทางเลือกในโรงภาพยนตร์จะมลายหายสิ้นไปด้วยหรือเปล่า เพราะอย่างที่รู้กันว่าโรงภาพยนตร์ในบ้านเราถูกผูกขาดไว้ด้วยสองยักษ์ใหญ่ที่กำหนดทิศทางของหนังที่จะเข้าฉายไว้อย่างชัดเจนและไม่ค่อยเหลือพื้นที่ให้กับหนังแบบอื่นที่ไม่ใช่หนังใหญ่แบบบล็อคบัสเตอร์เลย คำถามก็คือแล้วเราจะดูหนังนอกกระแส หนังทางเลือกหรือแม้แต่หนังปกติทั่วๆ ไปนี่แหละแต่ดันเป็นหนังฟอร์มเล็กไม่หวือหวาอะไรเหล่านี้จากที่ไหน

จริงอยู่ว่า เรายังมีโรงภาพยนตร์ที่ฉายหนังอาร์ตเฮาส์อย่าง เฮาส์ อาร์ซีเอ ซึ่งยืนหยัดดำเนินกิจการมาได้สิบกว่าปีแล้ว แถมในรอบหลายปีหลังมานี้ ยังมีโรงภาพยนตร์ทางเลือกขนาดเล็กเกิดขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง แต่ก็ต้องยอมรับว่าโรงภาพยนตร์ขนาดเล็กต่างๆ เหล่านั้นก็มีเงื่อนไขและข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป เช่นบางที่ก็เดินทางไปลำบาก บางที่ราคาค่าตั๋วค่อนข้างสูง บางที่ก็ไม่มี facility อำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ชม ในฐานะคนที่คลุกคลีดูหนังมานาน ผมก็คิดว่าพอเข้าใจเงื่อนไขเหล่านั้นได้ เพราะการทำธุรกิจมันก็แน่นอนว่าเขาก็ต้องเลี้ยงตัวเองให้รอดก่อนเป็นอย่างแรก เงื่อนไขอะไรต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามมามันก็ล้วนมาจากข้อจำกัดที่พวกเขาต้องเผชิญ คำถามสำคัญมีอยู่ว่าแม้การทำโรงภาพยนตร์จะเป็นธุรกิจ แต่ก็เป็นธุรกิจเชิงศิลปวัฒนธรรม เป็นธุรกิจที่ส่งมอบความรู้ ให้แรงบันดาลใจ สร้างสติปํญญาให้กับผู้คนผ่านศิลปะที่เรียกว่า ‘ภาพยนตร์’ เช่นนั้นแล้วสมควรหรือไม่ที่หน่วยงานจากภาครัฐสมควรเข้ามาโอบอุ้ม ช่วยเหลือ และส่งเสริมโรงภาพยนตร์ เพราะสติปัญญาของผู้คนมันก็คือสติปํญญาของประเทศ ผู้คนเก่งประเทศก็เจริญ


ก็ใช้คำใหญ่คำโตไปอย่างนั้นเองแหละครับ เพราะพอพิมพ์มาถึงบรรทัดนี้ ผมก็แทบจะกดเซฟแล้วส่งต้นฉบับได้ทันทีเลยด้วยซ้ำ เพราะรู้คำตอบอยู่แล้วว่าคำถามที่ตัวเองตั้งขึ้นมานั้นมันไม่มีคำตอบ ไม่แม้แต่จะได้รับการสนใจเหลียวแล เราก็อยู่กันไปแบบนี้แหละครับ หนังดีๆ ไม่มีให้ดู ต่อให้มีให้ดูก็ไปดูไม่ทัน ท่านก็หาทางดูทางอื่นกันไปก็แล้วกัน เน็ตฟลิกซ์บ้างอะไรบ้างว่ากันไป

แม้เทคโนโลยีในด้านต่างๆ ในบ้านเราจะเจริญมากขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศที่ผมคิดว่าเราก็เจริญก้าวหน้าไม่แพ้ใคร แต่ถ้าว่ากันถึงเรื่องศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยแล้วล่ะก็ ผมออกจะมีความเชื่อว่าเราอยู่ในโลกที่สามอย่างแท้จริง เราล้าหลังและอยู่ในวังวนที่น่าเบื่อ เราดูหนังเหมือนๆ กันหมด กินข้าวโพดคั่วราคาแพง ดื่มน้ำอัดลมที่ถูกกระตุ้นให้ต้องเก็บแก้วกับฝาไว้สะสม เรามีประสบการณ์ต่างๆ ในโรงหนัง แต่เราก็ไม่ได้อะไรจากภาพที่เคลื่อนไหวบนจอเลย จบแล้วก็แล้วกันรอความบันเทิงทางสายตาเรื่องใหม่ ผมแก่แล้วและเข้าสู่การยอมรับความสิ้นหวังก็เลยขอสรุปว่า เราก็อยู่กันไปแบบนี้แหละครับ


ก็อยู่กันไปอีกสักพักแล้วรอไปเที่ยวสกาล่าในรูปแบบใหม่ก็แล้วกัน ลุ้นกันว่ามันจะถูกนำไปใช้งานอย่างไร